ระบบกำจัดกลิ่นโรงงานพ่นสี

ระบบกำจัดกลิ่นในโรงงานอุตสาหกรรมงานพ่นสี
ในยุคที่การพัฒนาอุตสาหกรรมต้องเดินควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) และสิ่งแวดล้อม (ESG) ปัญหากลิ่นไม่พึงประสงค์จึงไม่ใช่แค่เรื่องของความรำคาญใจอีกต่อไป แต่เป็นโจทย์ใหญ่ที่ผู้ประกอบการต้องแก้ไขให้ถูกจุด ระบบกำจัดกลิ่นที่มีประสิทธิภาพไม่เพียงแต่ช่วยลดข้อพิพาทกับชุมชนรอบข้าง แต่ยังเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นทุกวัน
ปัญหากลิ่นในโรงงานอุตสาหกรรมเกิดจากอะไร
กลิ่นในโรงงานอุตสาหกรรมไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่มีที่มาจากกระบวนการทางเคมีและกายภาพที่ซับซ้อน โดยหลัก ๆ เกิดจาก 3 ปัจจัย ดังนี้
- การระเหยของสารตัวทำละลาย (Evaporation) ในกระบวนการที่ต้องใช้สารเคมีเหลว เมื่อสัมผัสกับอากาศหรือได้รับความร้อน สารเหล่านั้นจะเปลี่ยนสถานะเป็นก๊าซฟุ้งกระจายออกไป
- ปฏิกิริยาเคมีไม่สมบูรณ์ เช่น การเผาไหม้ในเตาอบสีที่ไม่สมบูรณ์ ทำให้เกิดก๊าซที่มีกลิ่นฉุนและเป็นอันตราย
- ระบบดักจับอากาศเสีย (Exhaust System) ที่ไร้ประสิทธิภาพ หากการออกแบบ Hood หรือฝาครอบดูดอากาศไม่ครอบคลุมจุดกำเนิดมลพิษ (Point Source) กลิ่นจะหลุดรอดและสะสมอยู่ภายในโรงงาน ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจของผู้ปฏิบัติงาน
กลิ่นเหล่านี้มักประกอบด้วยโมเลกุลของก๊าซที่กระจายตัวได้เร็วในอากาศ และหากมีความเข้มข้นสูงเกินค่ามาตรฐาน (Threshold limit value) ก็จะส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจและระบบประสาทของทั้งพนักงานและคนในชุมชน
กลิ่นจากงานพ่นสีมีสารอะไรบ้าง?
1. VOCs (Volatile Organic Compounds)
สารอินทรีย์ระเหยง่าย หรือ VOCs คือกลุ่มสารประกอบคาร์บอนที่ระเหยเป็นไอได้เองในอุณหภูมิและความดันปกติ ตัวอย่างที่พบบ่อยในสีอุตสาหกรรม ได้แก่
- Toluene มีกลิ่นคล้ายทินเนอร์ ส่งผลต่อระบบประสาท
- Xylene มักพบในสีพ่นรถยนต์และงานโลหะ
- Ethylbenzene สารก่อมะเร็งที่ต้องเฝ้าระวัง
2. Solvent (ตัวทำละลาย)
ทำหน้าที่ผสมเพื่อให้สีมีความหนืดที่เหมาะสมสำหรับการพ่น เมื่อสีถูกฉีดออกจากปืนพ่น (Spray Gun) ตัวทำละลายเหล่านี้จะระเหยออกมาอย่างรวดเร็ว หากไม่มีระบบกำจัดที่ถูกต้อง สารเหล่านี้จะกลายเป็นมลพิษทางอากาศเข้มข้นสูง
ระบบกำจัดกลิ่นที่ใช้ในโรงงานพ่นสี
การเลือกใช้ระบบกำจัดกลิ่นขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของสารมลพิษ (Concentration) และปริมาณลม (Flow rate) ของโรงงาน โดยระบบที่ได้รับความนิยมมีดังนี้
1.ระบบ Activated Carbon (การดูดซับด้วยถ่านกัมมันต์)
ระบบนี้ใช้หลักการ Adsorption โดยให้ลมที่มีกลิ่นไหลผ่านชั้นของ Activated Carbon ซึ่งมีรูพรุนขนาดเล็กจำนวนมาก ทำหน้าที่ดักจับโมเลกุลของกลิ่นและสาร VOCs ไว้ที่ผิวสัมผัส เหมาะสำหรับ งานที่มีความเข้มข้นของกลิ่นต่ำถึงปานกลาง และลมแห้ง
2. ระบบ Wet Scrubber (ระบบบำบัดอากาศแบบเปียก)
ใช้หลักการฉีดพ่นละอองน้ำหรือสารละลายเคมี เพื่อดักจับฝุ่นละอองและดูดซับก๊าซที่ละลายน้ำได้ การออกแบบมักมีชั้น Packing Media เพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัสระหว่างอากาศกับของเหลว เหมาะสำหรับ กลิ่นที่มีละอองสี (Overspray) ปนมาด้วย หรือกลิ่นที่มีฤทธิ์เป็นกรด-ด่าง
3. ระบบ Thermal Oxidizer (การกำจัดกลิ่นด้วยความร้อน)
เป็นระบบที่ใช้ความร้อนสูง (700°C – 900°C) เพื่อเผาไหม้สาร VOCs ให้กลายเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และน้ำ ระบบที่นิยมมากคือ RTO (Regenerative Thermal Oxidizer) ซึ่งมีระบบแลกเปลี่ยนความร้อนเพื่อประหยัดพลังงานเหมาะสำหรับ โรงงานที่มีความเข้มข้นของ VOCs สูงมากและมีปริมาณลมคงที่
4. ระบบ Biofilter (ระบบบำบัดทางชีวภาพ)
การใช้จุลินทรีย์ (Microorganisms) ที่เกาะอยู่บนตัวกลาง (Media) เพื่อย่อยสลายสารอินทรีย์ในอากาศ เป็นวิธีที่รักษ์โลกและเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่ำเหมาะสำหรับ กลิ่นจากสารอินทรีย์ที่ย่อยสลายได้ง่ายและมีความเข้มข้นสม่ำเสมอ
เปรียบเทียบข้อดี–ข้อจำกัดของแต่ละระบบ
| ระบบ | ประสิทธิภาพการกำจัดกลิ่น | ค่าใช้จ่ายการติดตั้ง (CAPEX) | ข้อจำกัดหลัก |
|---|---|---|---|
| Activated Carbon | สูง | ต่ำ – ปานกลาง | แพ้ความชื้นและฝุ่นอุดตัน |
| Wet Scrubber | ปานกลาง | ปานกลาง | ต้องจัดการน้ำเสียหลังบำบัด |
| Thermal Oxidizer | สูงมาก (>99%) | สูงมาก | ใช้พลังงานสูง |
| Biofilter | ปานกลาง – สูง | สูง | ใช้พื้นที่มาก และดูแลยาก |
การออกแบบระบบกำจัดกลิ่นให้เหมาะกับโรงงาน

การออกแบบระบบกำจัดกลิ่นในโรงงานอุตสาหกรรม ไม่สามารถใช้แนวคิดแบบ “ติดตั้งอุปกรณ์แล้วจบ” ได้ เนื่องจากกลิ่นในแต่ละโรงงานมีลักษณะเฉพาะตัว แตกต่างกันทั้งแหล่งกำเนิด ความเข้มข้น และสภาพแวดล้อมของกระบวนการผลิต ดังนั้น ขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุดคือการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเทคนิคอย่างรอบด้าน
การวิเคราะห์แหล่งกำเนิดกลิ่น (Odor Source Analysis)
Odor Source Analysis คือการระบุให้ชัดเจนว่า กลิ่นเกิดจากจุดใดของกระบวนการผลิต เช่น
- ห้องพ่นสี (Spray Booth)
- เตาอบสีหรือเตาอบชิ้นงาน
- จุดผสมสีหรือสารเคมี
- ระบบลำเลียงชิ้นงาน
การระบุแหล่งกำเนิดที่ถูกต้องช่วยให้สามารถออกแบบตำแหน่งดูดอากาศ (Hood / Duct) ได้อย่างเหมาะสม ลดการดูดลมส่วนเกิน และเพิ่มประสิทธิภาพในการดักจับกลิ่นตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งเป็นหัวใจของระบบกำจัดกลิ่นที่ดี
การคำนวณปริมาณลมที่ต้องจัดการ (Air Flow Rate)
ปริมาณลม หรือ Air Flow Rate มักคำนวณในหน่วย ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง (CMH) เป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อขนาดของอุปกรณ์กำจัดกลิ่นทั้งหมดหากออกแบบปริมาณลมต่ำเกินไป
- กลิ่นจะไม่ถูกดูดออกหมด
- เกิดการฟุ้งกระจายภายในโรงงาน
หากออกแบบสูงเกินไป
- ต้นทุนพลังงานสูง
- อุปกรณ์มีขนาดใหญ่เกินความจำเป็น
ดังนั้น การคำนวณ Air Flow Rate ต้องอ้างอิงจาก
- ขนาดพื้นที่
- ลักษณะกระบวนการผลิต
- ความเร็วลมที่เหมาะสมต่อการดักจับกลิ่น (Capture Velocity)
ชนิดและความเข้มข้นของกลิ่น (Odor Type & Concentration)
กลิ่นในโรงงานอุตสาหกรรมไม่ได้มีเพียง “กลิ่นเหม็น” แต่เป็นกลิ่นจากสารเคมีหลากหลายชนิด โดยเฉพาะสาร VOC และ Solvent ซึ่งมีคุณสมบัติและพฤติกรรมแตกต่างกัน การทราบชนิดและความเข้มข้นของกลิ่น จะช่วยในการเลือกระบบที่เหมาะสม เช่น
- VOC ความเข้มข้นต่ำ–กลาง → Activated Carbon
- VOC ความเข้มข้นสูง → Thermal Oxidizer
- กลิ่นที่ละลายน้ำได้ดี → Wet Scrubber
หากเลือกเทคโนโลยีไม่สอดคล้องกับชนิดของกลิ่น ระบบจะเสื่อมสภาพเร็วและไม่คุ้มค่าการลงทุน
อุณหภูมิและความชื้นของอากาศ
อุณหภูมิและความชื้นมีผลอย่างมากต่อประสิทธิภาพของระบบกำจัดกลิ่น
- อากาศที่มีอุณหภูมิสูง อาจทำให้ถ่านกัมมันต์เสื่อมสภาพเร็ว
- ความชื้นสูง ส่งผลต่อการดูดซับของ Activated Carbon
- ระบบ Biofilter ต้องควบคุมความชื้นอย่างเหมาะสมเพื่อรักษาจุลินทรีย์
ดังนั้น ในขั้นตอนออกแบบ จำเป็นต้องพิจารณาสภาพอากาศจริงจากกระบวนการผลิต ไม่ใช่ค่ามาตรฐานทั่วไป
พื้นที่ติดตั้งและข้อจำกัดทางโครงสร้าง
พื้นที่ติดตั้งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มักถูกมองข้าม โรงงานบางแห่งมีข้อจำกัดด้านพื้นที่ ความสูง หรือโครงสร้างอาคารเดิม การออกแบบระบบที่ดีต้องคำนึงถึง
- ขนาดอุปกรณ์และการบำรุงรักษา
- แนวท่อดักท์และแรงดันตกคร่อม (Pressure Drop)
- ความสะดวกในการเปลี่ยนอะไหล่และตรวจสอบระบบ
การออกแบบที่ไม่สอดคล้องกับพื้นที่จริง อาจทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นในภายหลัง
มาตรฐานกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่ต้องปฏิบัติตาม
ระบบกำจัดกลิ่นในโรงงานอุตสาหกรรมจำเป็นต้องออกแบบให้สอดคล้องกับ
- มาตรฐานการปล่อยอากาศเสีย
- ข้อกำหนดด้าน VOC
- กฎหมายสิ่งแวดล้อมและข้อบังคับของหน่วยงานภาครัฐ
การออกแบบที่ผ่านมาตรฐานตั้งแต่ต้น จะช่วยลดความเสี่ยงในการถูกสั่งปรับ แก้ไขระบบ หรือหยุดการผลิตในอนาคต
ความสำคัญต่อภาพลักษณ์และกฎหมายสิ่งแวดล้อม
การลงทุนในระบบกำจัดกลิ่นไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่สูญเปล่า แต่เป็นการลงทุนเพื่อ Business Continuity
- การปฏิบัติตามกฎหมาย กรมโรงงานอุตสาหกรรมและกรมควบคุมมลพิษมีมาตรฐานการปล่อยทิ้งอากาศเสียที่เข้มงวด หากฝ่าฝืนอาจถูกสั่งหยุดประกอบกิจการ
- ลดข้อพิพาทกับชุมชน “กลิ่น” คือสาเหตุอันดับหนึ่งของการร้องเรียน การมีระบบบำบัดที่ดีช่วยสร้างความสัมพันธ์เชิงบวกกับเพื่อนบ้าน
- ภาพลักษณ์องค์กร ในยุค Green Industry โรงงานที่มีการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดีจะได้เปรียบในการทำธุรกิจกับคู่ค้าระดับสากล
สรุป
การเลือก ระบบกำจัดกลิ่นในโรงงานอุตสาหกรรม ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด จำเป็นต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจ “หน้างาน” อย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นชนิดของสาร VOCs ปริมาณลม และงบประมาณในระยะยาว ระบบ Activated Carbon อาจเหมาะกับ SMEs ที่เน้นความคล่องตัว ในขณะที่ RTO อาจเป็นคำตอบของโรงงานผลิตรถยนต์ขนาดใหญ่
หากคุณกำลังวางแผนปรับปรุงหรือติดตั้งระบบใหม่ บริษัท คอนโทรล แอดวานซ์ จำกัด เราพร้อมให้คำปรึกษาด้วยทีมวิศวกรที่มีประสบการณ์ เพื่อช่วยให้คุณประหยัดงบประมาณและแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน



